ตารางซ้อม

ตารางซ้อมมาราธอน 16 สัปดาห์ — โครงสร้างและตัวเลขจริง

สิบหกสัปดาห์เป็นความยาวที่ลงตัวที่สุดสำหรับมาราธอน — นานพอจะสร้างฐาน aerobic ได้จริง และสั้นพอที่จะยังไม่หมดไฟก่อนถึงเส้นสตาร์ท หน้านี้อธิบายว่าแต่ละช่วงทำอะไร ปริมาณควรขึ้นเท่าไหร่ และเส้นตายที่ห้ามข้ามมีอะไรบ้าง

ทบทวนล่าสุด 3 ก.ย. 2026

พร้อมเริ่มหรือยัง

สิบหกสัปดาห์เป็นแผน ต่อยอด ไม่ใช่แผนเริ่มจากศูนย์ ก่อนสัปดาห์แรกคุณควรมี:

  • วิ่งสม่ำเสมอมาแล้วอย่างน้อย 4–6 เดือน — ไม่ใช่วิ่งมาแล้ว 4 เดือน แบบวิ่งสัปดาห์เว้นสัปดาห์
  • ปริมาณฐาน 30–40 กม./สัปดาห์ ที่ทำได้สบายอยู่แล้ว วิ่งได้ 4–5 วัน/สัปดาห์
  • วิ่งยาวได้ 12–15 กม. ในครั้งเดียวโดยไม่พังไปสามวัน
  • ไม่มีอาการเจ็บที่ยังไม่หาย — แผนนี้จะขยายทุกอย่างที่คุณเจ็บอยู่ ไม่ใช่รักษามัน

ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์นี้ ไม่ได้แปลว่าคุณวิ่งมาราธอนไม่ได้ — แปลว่าคุณต้องใช้เวลาสร้างฐานก่อน อีก 8–12 สัปดาห์ แล้วเริ่มสิบหกสัปดาห์นี้ทีหลัง ทางเลือกที่แย่กว่าคือเริ่มทั้ง ๆ ที่ฐานไม่ถึงแล้วไปเจ็บที่สัปดาห์ที่ 9

ทางลัดที่ไม่มีอยู่

การอัดปริมาณให้ทันมาราธอนที่สมัครไว้แล้วเป็นสาเหตุการบาดเจ็บอันดับหนึ่งของนักวิ่งสมัครเล่น เอ็นและกระดูกปรับตัวช้ากว่าหัวใจและปอดหลายเท่า — ความฟิตอาจมาทันในหกสัปดาห์ แต่โครงสร้างที่รับแรงกระแทกไม่ทัน

โครงสร้าง 4 ช่วง

แผนไม่ได้เพิ่มปริมาณขึ้นเป็นเส้นตรงจนถึงวันแข่ง มันแบ่งเป็นสี่ช่วงที่แต่ละช่วงมีงานของตัวเอง:

  1. Base (สัปดาห์ 1–5) — สะสมปริมาณด้วยวิ่งง่ายเกือบทั้งหมด เป้าหมายคือทำให้ร่างกายทนต่อ “จำนวนกิโลเมตร” ไม่ใช่ความเร็ว ช่วงนี้น่าเบื่อที่สุดและสำคัญที่สุด
  2. Build (สัปดาห์ 6–10) — ปริมาณยังขึ้นต่อ และเริ่มเติมงาน threshold สัปดาห์ละครั้ง เพื่อยกจุดที่ร่างกายเริ่มล้าให้สูงขึ้น
  3. Specific (สัปดาห์ 11–14) — งานซ้อมเริ่มหน้าตาเหมือนวันแข่ง long run มีช่วงเพซมาราธอนผสม สัปดาห์ที่หนักที่สุดของแผนอยู่ในช่วงนี้
  4. Taper (สัปดาห์ 15–16) — ลดปริมาณลงมาก แต่ยังคงความเข้มไว้บางส่วน ให้ร่างกายซ่อมตัวเสร็จก่อนวันแข่ง (รายละเอียดของ taper)

และมี สัปดาห์ผ่อน (recovery week) แทรกทุก 3–4 สัปดาห์ ซึ่งปริมาณลดลง 25–30% โดยตั้งใจ ร่างกายไม่ได้แข็งแรงขึ้นตอนซ้อม มันแข็งแรงขึ้นตอนซ่อมตัวจากการซ้อม — สัปดาห์ผ่อนคือช่วงที่การซ้อมสามสัปดาห์ก่อนหน้ากลายเป็นความฟิตจริง

ตารางรายสัปดาห์

ตัวเลขข้างล่างเป็นตัวอย่างสำหรับคนที่เริ่มจากฐาน 40 กม./สัปดาห์ และตั้งเป้าจบมาราธอน ถ้าฐานคุณต่ำหรือสูงกว่านี้ ให้ปรับทุกแถวเป็นสัดส่วนเดียวกัน (ฐาน 30 กม. คือคูณ 0.75 ทั้งคอลัมน์) — สิ่งที่ต้องรักษาไว้คือ รูปร่างของกราฟ ไม่ใช่เลขเป๊ะ ๆ

สัปดาห์ช่วงกม./สัปดาห์Long runงานคุณภาพ
1Base4014 กม.—
2Base4416 กม.—
3Base4818 กม.1 (strides)
4ผ่อน3614 กม.—
5Base5020 กม.1 (tempo สั้น)
6Build5422 กม.1
7Build5824 กม.2
8ผ่อน4216 กม.1
9Build6026 กม.2
10Build6428 กม.2
11Specific6630 กม.2
12ผ่อน4818 กม.1
13Specific6832 กม.2
14Peak7030 กม. (+MP)2
15Taper5220 กม.1
16แข่ง3042.195 กม.วันแข่ง
แถวสีเขียวคือสัปดาห์ผ่อนที่ตั้งใจให้เบา — อย่าเพิ่มเอง แถวสีแดงคือสัปดาห์แข่ง

สังเกตว่าปริมาณ ไม่เคย เพิ่มเกิน 10% จากยอดสูงสุดก่อนหน้า และหลังสัปดาห์ผ่อน แผนไม่ได้กระโดดกลับไปที่เดิมทันที แต่ไต่ขึ้นจากยอดเดิมเพียงเล็กน้อย

Long run — เส้นเลือดของแผน

long run ไต่จาก 14 กม. ไป 32 กม. โดยเพิ่มประมาณ 2 กม. ต่อสัปดาห์ และถอยลงในสัปดาห์ผ่อน จุดที่คนถามบ่อยที่สุด:

ทำไมไม่ซ้อมยาวถึง 42 กม.

เพราะต้นทุนไม่คุ้ม การวิ่ง 35–42 กม. ในช่วงซ้อมใช้เวลาฟื้นตัวเป็นสัปดาห์ และเสี่ยงบาดเจ็บสูงกว่าประโยชน์ที่ได้ ระยะ 30–32 กม. ให้สิ่งที่ต้องการเกือบทั้งหมดแล้ว — ส่วนที่เหลือมาจาก taper ที่ทำถูก บรรยากาศวันแข่ง และคาร์บที่เติมระหว่างทาง

เพดานเวลาสำคัญกว่าเพดานระยะ

ถ้าคุณวิ่ง 32 กม. แล้วใช้เวลาเกิน 3 ชั่วโมงครึ่ง ให้ตัดที่เวลาแทนที่จะดันให้ครบระยะ ความเสียหายจากการอยู่บนขาเกินสามชั่วโมงครึ่งมากกว่าประโยชน์ที่ได้จากกิโลเมตรท้าย ๆ

รายละเอียดเรื่องเพซ การเติมพลังงาน และ long run แบบผสมเพซแข่ง อยู่ในหน้า Long run ควรยาวแค่ไหน เพซเท่าไหร่

งานคุณภาพ — สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง ไม่มากกว่านั้น

คอลัมน์ “งานคุณภาพ” ในตารางคืองานที่เร็วกว่าวิ่งง่าย ตัวเลข 1–2 ไม่ใช่ความขี้เกียจ — มันคือเพดานที่ร่างกายซ่อมตัวทันในหนึ่งสัปดาห์ งานหลักที่ใช้ในแผนมาราธอน:

  • Tempo / Threshold — วิ่งที่ความหนัก “หนักแต่คุมได้” 20–40 นาที หรือแบ่งเป็นช่วง 8–15 นาที นี่คืองานที่ให้ผลกับมาราธอนมากที่สุดต่อความเหนื่อยหนึ่งหน่วย
  • Marathon pace (MP) — วิ่งที่เพซเป้าหมายวันแข่ง แทรกอยู่ท้าย long run ช่วง Specific เพื่อฝึกให้ร่างกายใช้เพซนั้นตอนที่ขาเริ่มล้าแล้ว
  • Interval สั้น / strides — 8–10 ครั้งละ 20 วินาทีเร็ว ท้ายวิ่งง่าย ไม่ได้ทำให้อึดขึ้นแต่รักษาความคล่องของขาไม่ให้ตายไปกับปริมาณ

ที่เหลือ — ราว 80% ของกิโลเมตรทั้งแผน — เป็นวิ่งง่ายที่ควรรู้สึกง่ายจริง ๆ ถ้าวิ่งง่ายของคุณเหนื่อยกว่าที่ควร งานคุณภาพจะไม่มีแรงเหลือให้ทำ และคุณจะได้ผลแย่กว่าคนที่วิ่งช้ากว่า (ดู Zone 2 คืออะไร)

กฎที่ห้ามข้าม

  • เพิ่มไม่เกิน 10% ต่อสัปดาห์ — เทียบกับยอดสูงสุดก่อนหน้า ไม่ใช่เทียบกับสัปดาห์ผ่อน
  • สัปดาห์ผ่อนคือส่วนของแผน — ไม่ใช่รางวัลที่จะสละทิ้งเมื่อรู้สึกดี ความรู้สึกดีในสัปดาห์ที่ 7 ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับสัปดาห์ที่ 11
  • วันพักคือวันพัก — มาราธอนไม่ได้ต้องการวิ่งเจ็ดวัน มันต้องการวิ่งห้าวันแล้วซ่อมตัวสองวัน
  • อย่าเปลี่ยนสองอย่างพร้อมกัน — เพิ่มปริมาณกับเปลี่ยนรองเท้าในสัปดาห์เดียวกัน แล้วพอเจ็บคุณจะไม่รู้ว่าเพราะอะไร
  • งานคุณภาพห้ามติดกัน — ต้องมีวันง่ายหรือวันพักคั่นระหว่างสองงานหนักเสมอ

ถ้าซ้อมขาด — และคุณจะขาด

ไม่มีใครทำครบสิบหกสัปดาห์ตามตาราง งานเข้า ป่วย ฝนตกสามวัน สิ่งที่แยกคนที่ไปถึงเส้นชัย ออกจากคนที่บาดเจ็บ คือวิธีรับมือกับสัปดาห์ที่หายไป:

  • ขาด 1–2 วัน — ข้ามไปเลย ไม่ต้องทบ เดินหน้าตามตารางสัปดาห์ถัดไป งานที่ควรรักษาไว้ที่สุดคือ long run
  • ขาดทั้งสัปดาห์ — กลับมาที่ประมาณ 70–80% ของสัปดาห์ที่หายไป ไม่ใช่กระโดดไปสัปดาห์ถัดไปตามปฏิทิน แล้วค่อยไต่กลับใน 1–2 สัปดาห์
  • ขาด 2–3 สัปดาห์ — เป้าหมายเปลี่ยน ยอมรับว่าเวลาที่ตั้งไว้จะไม่ได้ แล้วตั้งเป้าใหม่เป็น “จบให้สวย” ปลอดภัยกว่าการอัดชดเชย
  • ขาดเพราะเจ็บ — ห้ามทบทุกกรณี และห้ามกลับมาที่ปริมาณเดิมทันที

การทบคือกับดัก

สัญชาตญาณบอกให้ “วิ่งชดเชย” สัปดาห์ที่หายไป แต่ร่างกายไม่ได้จำเป็นกิโลเมตรค้างชำระ — มันจำแค่โหลดล่าสุดเทียบกับที่มันเคยชิน การอัดชดเชยคือการเพิ่มโหลดกระชาก ในจังหวะที่ความฟิตเพิ่งลดลง ซึ่งเป็นสูตรบาดเจ็บที่ตรงที่สุด

เพซในตารางเอามาจากไหน

ตัวเลขปริมาณเป็นเพียงครึ่งเดียวของแผน อีกครึ่งคือ ความเร็วของแต่ละงานซ้อม ซึ่งต้องมาจากความฟิตปัจจุบันของคุณ ไม่ใช่จากเวลาที่คุณหวังจะทำได้

วิธีที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดคือคำนวณค่า VDOT จากผลแข่งที่คุณทำได้จริงหนึ่งรายการ (5K หรือ 10K ล่าสุดก็พอ) แล้วแปลงกลับเป็นเพซของแต่ละโซน — Easy, Marathon, Threshold, Interval, Repetition ใส่ตัวเลขของคุณที่ เครื่องคำนวณ VDOT แล้วคุณจะได้ทั้งเวลาที่ควรทำได้ในมาราธอน และเพซที่ควรใช้ซ้อมแต่ละแบบ

ถ้าไม่มีผลแข่งเลย ให้วิ่งทดสอบ 5K แบบเอาจริงหนึ่งครั้งในสัปดาห์ที่ 1–2 แล้วใช้ผลนั้น และทดสอบซ้ำอีกครั้งราวสัปดาห์ที่ 8 — ความฟิตจะขยับ และเพซซ้อมควรขยับตาม

เครื่องมือที่ใช้กับบทความนี้

ตารางซ้อมพร้อมใช้

อ่านต่อ

อยากให้ตัวเลขพวกนี้กลายเป็นตารางซ้อมไหม

PaceDee ใช้ค่าเดียวกันนี้สร้างตารางซ้อมรายสัปดาห์ตั้งแต่วันนี้ถึงวันแข่ง แบ่งช่วง Base → Taper ให้อัตโนมัติ บันทึกผลซ้อมแล้วตารางจะปรับตามฟอร์มจริงของคุณ