ตารางซ้อม

ตารางซ้อมฮาล์ฟมาราธอน 12 สัปดาห์

ฮาล์ฟมาราธอนคือระยะที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดต่อเวลาที่ลงไป — ซ้อมสัปดาห์ละ 4 วันก็จบได้สวย และไม่กินชีวิตเหมือนมาราธอน สิบสองสัปดาห์พอดีถ้าคุณวิ่ง 10K ต่อเนื่องได้อยู่แล้ว

ทบทวนล่าสุด 3 ก.ย. 2026

พร้อมเริ่มหรือยัง

แผนสิบสองสัปดาห์นี้เขียนสำหรับคนที่:

  • วิ่ง 10 กม. จบได้ อยู่แล้ว โดยไม่ต้องเดิน (ไม่ต้องเร็ว แค่จบ)
  • วิ่งอยู่แล้ว 3–4 วัน/สัปดาห์ รวมประมาณ 25–30 กม.
  • มีเวลาให้ long run วันหยุดสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 1.5–2.5 ชั่วโมงในช่วงท้ายแผน

ถ้ายังวิ่ง 10K ไม่จบ ให้เริ่มที่ แผน 10K แปดสัปดาห์ ก่อน แล้วต่อด้วยแผนนี้ — รวมแล้วยี่สิบสัปดาห์ ซึ่งเป็นเส้นทางที่สมเหตุสมผลกว่าการกระโดดข้าม

ทำไมฮาล์ฟถึงคุ้มที่สุด

ฮาล์ฟมาราธอนต้องการปริมาณราวครึ่งเดียวของมาราธอน ฟื้นตัวหลังแข่งใน 1–2 สัปดาห์แทนที่จะเป็นเดือน และซ้อมสี่วันต่อสัปดาห์ก็ทำได้ดี — แต่ยังยาวพอที่จะต้องซ้อมจริง ไม่ใช่ฝืนจบด้วยใจ สำหรับคนทำงานประจำ นี่คือระยะที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดต่อเวลาที่ลงไป

โครงสร้าง 12 สัปดาห์

สั้นกว่ามาราธอนแต่ตรรกะเดียวกัน — สะสมก่อน แล้วค่อยทำให้เฉพาะเจาะจง แล้วพัก:

  • สัปดาห์ 1–4 (Base) — ไต่ปริมาณด้วยวิ่งง่าย ยืด long run ขึ้นทีละนิด
  • สัปดาห์ 5–8 (Build) — เติม tempo สัปดาห์ละครั้ง ปริมาณยังขึ้นต่อ
  • สัปดาห์ 9–10 (Specific + Peak) — งานซ้อมที่เพซเป้าหมายฮาล์ฟ long run ยาวสุดของแผน
  • สัปดาห์ 11–12 (Taper) — ลดปริมาณราว 25% แล้ว 50% คงความเข้มไว้บางส่วน

ตารางรายสัปดาห์

ตัวอย่างสำหรับคนเริ่มจากฐาน 30 กม./สัปดาห์ วิ่ง 4 วัน/สัปดาห์ ปรับทั้งคอลัมน์เป็นสัดส่วนถ้าฐานคุณต่างจากนี้

สัปดาห์ช่วงกม./สัปดาห์Long runงานคุณภาพ
1Base3012 กม.—
2Base3314 กม.strides
3Base3616 กม.1 (tempo สั้น)
4ผ่อน2712 กม.—
5Build3817 กม.1
6Build4119 กม.1
7ผ่อน3214 กม.1
8Build4421 กม.2
9Specific4622 กม.2 (มีเพซฮาล์ฟ)
10Peak4824 กม.2 (มีเพซฮาล์ฟ)
11Taper3616 กม.1
12แข่ง2221.1 กม.วันแข่ง
แถวสีเขียวคือสัปดาห์ผ่อน แถวสีแดงคือสัปดาห์แข่ง

long run ยาวสุดที่ 24 กม. — เกินระยะแข่งเล็กน้อย ต่างจากมาราธอนที่ซ้อมไม่ถึงระยะ เพราะ 24 กม. ยังอยู่ในระยะที่ฟื้นตัวได้ในไม่กี่วัน

หนึ่งสัปดาห์หน้าตาเป็นยังไง

ตัวอย่างสัปดาห์ที่ 9 (46 กม. วิ่ง 4 วัน):

วันงานระยะ
จันทร์พัก—
อังคารEasy + strides 6×20 วิ8 กม.
พุธTempo 2×15 นาที (พัก 3 นาที)12 กม.
พฤหัสพัก หรือ cross-train—
ศุกร์Easy8 กม.
เสาร์พัก—
อาทิตย์Long run (10 กม. ท้ายที่เพซฮาล์ฟ)22 กม.
วันคุณภาพสองวันมีวันง่ายหรือวันพักคั่นเสมอ

สังเกตว่าวันหนักสองวัน (พุธ กับ อาทิตย์) ห่างกันสามวัน ถ้าคุณต้องสลับวันเพราะตารางชีวิต ให้รักษา ช่องว่างระหว่างวันหนัก ไว้ก่อน แล้วค่อยจัดวันง่ายลงในช่องที่เหลือ

ตั้งเป้าเวลาเท่าไหร่ดี

วิธีที่แม่นที่สุดไม่ใช่การเดา แต่คือแปลงจากผลที่คุณทำได้จริงในระยะสั้นกว่า ถ้าคุณมีเวลา 10K ล่าสุด ใส่ลงใน เครื่องคำนวณ VDOT จะได้เวลาฮาล์ฟที่ความฟิตปัจจุบันของคุณควรทำได้ พร้อมเพซซ้อมทุกโซน

กติกาคร่าว ๆ ถ้าไม่อยากคำนวณ

เวลาฮาล์ฟ ≈ เวลา 10K × 2.1 ถึง 2.2 — เช่นวิ่ง 10K ได้ 55 นาที ฮาล์ฟที่สมเหตุสมผลอยู่ราว 1:56–2:01 ตัวคูณจะเข้าใกล้ 2.1 เมื่อคุณซ้อมปริมาณสูงและมี long run สม่ำเสมอ และเข้าใกล้ 2.2 ถ้าคุณเน้นความเร็วมากกว่าความอึด

จากเวลาเป้าหมาย ให้ทำตารางเวลาผ่านจุดไปด้วยที่ เครื่องคำนวณเวลาผ่านจุด — จำเวลาที่กิโลที่ 5, 10 และ 15 ไว้สามตัว ดีกว่าการคอยเช็กนาฬิกาทุกกิโล

ที่พลาดกันบ่อยในฮาล์ฟ

  • ออกตัวเร็วเกิน 10–15 วินาที/กม. — ฮาล์ฟลงโทษเรื่องนี้หนักกว่า 10K มาก สิ่งที่คุณ “ประหยัด” ได้ใน 5 กม. แรก จะคืนไปสองเท่าใน 5 กม. สุดท้าย
  • ซ้อมแต่ long run — วิ่งยาวอย่างเดียวโดยไม่มี tempo ทำให้จบได้แต่จบช้า งาน threshold คือสิ่งที่ทำให้เพซที่คุณรักษาไว้ได้เร็วขึ้น
  • ไม่ซ้อมกินระหว่างวิ่ง — ฮาล์ฟที่ใช้เวลาเกิน 1:45 ควรมีเจลหรือน้ำหวานสักหนึ่งครั้ง และต้องเคยลองในตอนซ้อมก่อน ไม่ใช่ลองครั้งแรกวันแข่ง
  • วิ่งง่ายเร็วเกินไป — เป็นข้อผิดพลาดที่พบมากที่สุดในทุกระยะ (ดู Zone 2)
  • ตัด taper ให้สั้นลงเพราะรู้สึกว่าซ้อมไม่พอ — ความฟิตสร้างไม่ทันแล้วในสองสัปดาห์สุดท้าย แต่ทำลายได้ทัน

เครื่องมือที่ใช้กับบทความนี้

ตารางซ้อมพร้อมใช้

อ่านต่อ

อยากให้ตัวเลขพวกนี้กลายเป็นตารางซ้อมไหม

PaceDee ใช้ค่าเดียวกันนี้สร้างตารางซ้อมรายสัปดาห์ตั้งแต่วันนี้ถึงวันแข่ง แบ่งช่วง Base → Taper ให้อัตโนมัติ บันทึกผลซ้อมแล้วตารางจะปรับตามฟอร์มจริงของคุณ